สยาม อันดามัน ชุมชนออนไลน์ของผู้รัก อันดามัน (Online community for Andaman Lovers)

สยาม อันดามัน ชุมชนออนไลน์ของผู้รัก อันดามัน (Online community for Andaman Lovers)
in Search
 
 
 

phatthar

  • บ้านสามช่องใต้ พังงา (Baan Samchong Tai : Phang-nga)

    ได้ยินชื่อหมู่บ้านนี้อยู่เนืองๆจากเพื่อนๆน้องๆที่ชอบถ่ายรูป ชื่อเสียงที่มีไม่แพ้ภาพและบรรยากาศสวยๆของที่นี่
    ก็คือความเป็นมิตรของคนในหมู่บ้านที่ทำให้คนที่เคยไปสัมผัสต้องเอ่ยถึง ทุกอย่างในที่นี้รวมกันทำให้เกิดทริปนี้ขึ้นมาค่ะ
    กะระยะคร่าวๆจากตัวเมืองภูเก็ตไปบ้านสามช่องใต้อยู่ที่ราวๆ 70 กว่ากิโลเมตร ถ้าเดินทางจากภูเก็ตไปกระบี่หรือสุราษฏร์
    จะต้องผ่านตำบลกะไหล ที่เป็นที่ตั้งของบ้านสามช่องใต้ค่ะ ทางแยกเข้าบ้านสามช่องจะอยู่ทางขวามือถ้ามาจากภูเก็ต
    มีป้ายบอกทางชัดเจน แต่หลังจากที่เลี้ยวจากถนนใหญ่เข้าถนนของหมู่บ้านแล้ว ต้องสังเกตุป้ายทางซ้ายมือที่ชี้ไป
    ร้านอาหารแพชาวประมงค่ะ แหะ แหะ จากประสบการณ์ที่ไปหลงมาแล้วพบว่า ถ้าไม่เลี้ยวซ้ายสุดทางจะไปเจอ
    บ้านสามช่องเหนือและร้านอาหารสามช่องซีฟู้ด โชคดีที่มีการไปสำรวจทางกันก่อนล่วงหน้าหนึ่งวันเลยทำให้รู้ว่า
    ต้องเลี้ยวซ้ายจากถนนหลักของหมู่บ้านอีกทีแล้ววิ่งไปเรื่อยๆตามทางลูกรังจนสุดทางที่บ้านสามช่องใต้ค่ะ



    เช้าวันอาทิตย์สมาชิกร่วมทริปทั้งหมดสามคนตะเกียกตะกายออกจากบ้านกันตั้งแต่ตอนตีสี่ ตั้งใจจะไปให้ถึงก่อน
    พระอาทิตย์ขึ้นค่ะ ปรากฏว่าไปถึงเร็วเกินคาด ตีห้าสิบห้านาทีเราก็ไปยืนหมุนตัวกันอยู่ บนสะพานในหมู่บ้าน
    ท่ามกลางความมืดมิด และอากาศเย็นๆพอประมาณ มองหน้ากันแล้วลงความเห็นว่า ถ้ามีเสื่อกะหมอนมาด้วยคงจะดี
    จะได้นอนต่อบนสะพานนี่เลย ฮ่าๆๆ



    ยืนมองบรรยากาศรอบตัวพร้อมกล้องและอุปกรณ์ พักใหญ่ๆเริ่มเห็นแสงรำไร แต่ฟ้าปิดสนิท
    บ้านของชาวบ้านเริ่มมีแสงไฟลอดออกมาบ้าง กิจวัตรประจำวันของคนในหมู่บ้านเริ่มขึ้นอีกวัน
    เสียงพูดคุยหัวเราะดังแทรกความเงียบมาเป็นระยะๆ ปะปนมากับรอยยิ้มของคนที่เดินสวนทาง
    เสียงทักทายจากน้องสาวคนนึงบนรถมอเตอร์ไซค์ที่วิ่งมาบนทางปูนแคบๆริมน้ำทำให้ต้องหัวเราะตอบ
    “โอ้โห….ตื่นแต่เช้าเลยนะคะพี่”  อากาศกำลังสบายเดินเล่นถ่ายรูปไปเรื่อยๆบนทางปูนรอบๆหมู่บ้าน
    ผ่านร้านกาแฟเล็กๆที่ชุมนุมยามเช้าก็แวะทักทายกันตามระเบียบ พี่ๆในร้านกาแฟให้กำลังใจกันใหญ่ว่า
    วันนี้ฟ้าปิดไม่เห็นแสงสวยๆตอนพระอาทิตย์ขึ้น หมดฝนแล้วต้องมาใหม่ แถมยืนยันว่าถ้าฟ้าไม่ปิด
    รับรองสวยจริงๆไม่อิงนิยาย (อิอิ อันหลังนี่เติมเอง)



    จากตรงสะพานริมน้ำของหมู่บ้านมองไปไกลๆ เห็นภูเขาทางฝั่งจังหวัดกระบี่ กับเขาพิงกันจังหวัดพังงาด้วย
    แหะ แหะ แต่อย่าถามว่าเขาไหนเป็นเขาไหน เพราะเห็นอยู่หลายเขาเหลือเกิน คุณลุงเจ้าถิ่นพยายามชี้ให้ดูว่า
    นั่นๆอันนั้นน่ะเขาพิงกัน แต่มันก็อยู่ติดๆกันไปหมดแถมรูปร่างยังคล้ายๆกันจนแยกไม่ออกอ่ะค่ะ 
    เอาเป็นว่าทัศนีภาพที่เห็นสวยงามน่าดูชมเลยทีเดียว ก่อนกลับรวมกลุ่มนั่งรำพึงรำพันกันที่ร้านกาแฟ
    ใกล้ๆสะพานริมน้ำว่า เห็นทีจะต้องมีนัดล้างตา จะได้ถือโอกาสเอารูปของเด็กๆที่ถ่ายไว้กลับมาให้ด้วย

    แล้วพบกันใหม่อีกไม่นานที่บ้านสามช่องใต้ ตำบลกะไหล อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงาค่ะ Big Smile

    ปล. รูปถ่ายเพิ่มเติมแวะชมได้ที่กะทู้ บ้านสามช่องใต้  (Baan Samchong Tai) ค่ะ
  • "แป๊ะป๋อง"

    เด็กๆที่อยู่ในตำบลตลาดเหนือ อำเภอเมืองภูเก็ต แทบจะไม่มีใครไม่รู้จัก "แป๊ะป๋อง"
    ตอนที่ยังเป็นเด็ก เสียงที่พวกเรารอคอยในเวลาบ่ายๆของทุกวันเสาร์อาทิตย์ก็คือ
    เสียงกระดิ่งรถไอศครีมของ "แป๊ะป๋อง" ที่ได้ยินเมื่อไหร่ไม่ว่าจะเล่นอะไรอยู่
    ก็ต้องหยุดแล้วรีบวิ่งไปออกันที่รถไอศครีมทันที

    วันนี้เข้าไปทำธุระแถวๆบ้านที่เคยอยู่ตอนเด็กๆบนถนนกระบี่ เห็นรถไอศครีมของแป๊ะป๋องจอดอยู่
    ใจคิดจะจอดแต่ติดธุระเลยต้องผ่านไปก่อน เสร็จธุระรีบกลับมาที่เดิมเผื่อว่าจะเจออีก
    โชคดีที่แป๊ะป๋องยังอยู่แถวๆนั้น เลยได้กินไอศครีมแบบที่คนสมัยนี้เรียกว่าโฮมเมด (Homemade)
    มีหลากรสให้เลือกอย่างข้าวโพด ทุเรียน ขนุน กะทิ กาแฟ เป็นต้น



    ทุกครั้งที่เห็นรถไอศครีมของแป๊ะป๋องจะต้องเห็นเด็กๆห้อมล้อมอยู่รอบๆรถ
    สองสามปีก่อนเคยถามแป๊ะป๋องว่า ทำไมยังไม่เลิกขายไอศครีมทั้งๆที่อายุมากแล้ว
    และลูกๆก็คงเป็นห่วงไม่อยากให้พ่อต้องลำบาก คำตอบที่ได้รับจากแป๊ะป๋องทำให้อึ้ง
    "ถึงลูกๆอยากให้หยุดขาย ก็ไม่ยอมหยุด เพราะสงสารเด็กๆที่รอกินไอศครีม"
    คำตอบของแป๊ะป๋องยังติดอยู่ในใจจนถึงวันนี้ค่ะ

    อาศัยช่วงเวลาที่รอแป๊ะป๋องตักไอศครีมรสข้าวโพดใส่ขนมปัง ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ
    ได้ความว่า แป๊ะป๋องเลิกกินเนื้อหมูเนื้อไก่มาหลายปีแล้ว ตอนนี้สุขภาพก็ยังแข็งแรงดี
    วัย 73 ของแป๊ะป๋องจึงไม่เป็นอุปสรรคในการทำและขายไอศครีมที่ทำมาแล้วถึง 52 ปีเลย



    ได้กินไอศครีมอร่อยๆแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะต้องขอเขียนถึง "แป๊ะป๋อง" บ้างค่ะ Smile

  • อุ่นเครื่องประเพณีกินผัก 2551

    ประเพณีกินผักประจำปี 2551 นี้ จะเริ่มในวันที่ 29 กันยายน ไปจนถึงวันที่ 7 ตุลาคมค่ะ
    ก่อนจะถึงประเพณียิ่งใหญ่ประจำปีของชาวภูเก็ต วันนี้ขอพาเพื่อนๆไปอุ่นเครื่องกันก่อนที่
    ศาลเจ้าแสงธรรม (อ๊ามเต่งก่องต๋อง) นะคะ Smile

    เคยได้ยินมาหลายครั้งว่าบนถนนพังงามีอ๊ามเก่าแก่ อายุร้อยกว่าปีแต่ไม่เคยไปซักที
    คราวที่แล้วไปเดินเล่นถ่ายรูปที่ถนนถลางกะน้าชาวเกาะ ก็ได้ยินอาอี๋คนนึงเล่าให้ฟังอีก
    ว่าที่อ๊ามนี้มีภาพเขียนเก่าแก่ และยังย้ำให้ไปดูให้ได้

    วันนี้ได้ฤกษ์ซะที บึ่งรถออกจากบ้านตอนเช้าแวะซื้อเอสเปรสโซเย็นแก้วนึง
    ก่อนตรงไปถนนพังงา ทุกครั้งที่ผ่านมาถนนสายนี้พยายามมองหาทางเข้าอ๊าม
    แต่ก็ไม่เคยเห็นซักที วันนี้ตั้งใจมาจริงๆ แค่มองผ่านๆก็เห็นทางเข้าอ๊ามแล้ว
    แปลกดีเหมือนกันค่ะ



    ศาลเจ้าแสงธรรม หรือ อ๊ามเต่งก่องต๋อง ตั้งอยู่บนถนนพังงา เยื้องๆกับธนาคารกสิกรไทยค่ะ
    ตามข้อมูลที่ได้รับจากทางศาลเจ้าทำให้ทราบว่า ที่นี่สร้างขึ้นมาเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2434
    โดยชื่อ เต่งก่องต๋อง นั้นหมายถึง ศาลแห่งดวงประทีปสว่างไสวไม่มีวันแตกดับ ซื่งก็คือแสงธรรมนั่นเอง



    ตัวศาลเจ้าแบ่งออกเป็นสามส่วน ด้านหน้าเป็นสถานที่สำหรับบูชาเทพยดา เรียกว่า ทีก้งตั๋ว ค่ะ




    ส่วนที่สองเรียกว่า ฮับตั๋ว ซึ่งจะประกอบไปด้วยโต๊ะบูชา และรูปองค์พระต่างๆ
    เพื่อให้ผู้มีจิตศรัทธาได้กราบไหว้บูชา ในส่วนฮับตั๋วนี้ยังมีภาพวาดบนผนังทั้งสองด้าน
    ซึ่งเป็นภาพวาดรูปเทพนิยายของจีนเรื่องซิยิ่นกุ้ย โดยด้านซ้ายและขวามีจำนวนด้านละ
    51 ช่องเท่ากัน รวมเป็นภาพทั้งหมด 102 ช่อง เหนือขึ้นไปจากภาพเรื่องซิยิ่นกุ้ยก็ยังมี
    ภาพของ ส่าจักลักเทียนก้ง หรือ สามสิบหกเทพสวรรค์ อีกด้วยนะคะ



    ส่วนที่สามของศาลเจ้า เรียกว่า ล่ายตั๋ว ค่ะ ในส่วนสุดท้ายนี้มีรูปองค์พระต่างๆซึ่งเป็นองค์เทพชั้นสูงค่ะ

    เมื่อปี 2540 ศาลเจ้าแสงธรรมได้รับพระราชทานรางวัลอนุรักษ์ดีเด่น จากสมเด็จพระเทพฯ
    โดยการคัดเลือกของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ค่ะ ด้านนอกของศาลเจ้า
    ยังมีชิ้นส่วนปูนปั้นเก่าแก่ที่เก็บไว้เมื่อครั้งมีการบูรณะซ่อมแซมให้ได้ชมกัน



    หมดข้อมูลเพียงเท่านี้ ภาพที่เหลือชมได้ในกระทู้ "ศาลเจ้าแสงธรรม" นะคะ
    ขอบคุณค่ะ Greet
  • 111,111 กิโลเมตร : 1,421 วัน

    17 พฤษภาฯ 2551



    Automobile วันนี้เอาเจ้ารถคู่ใจไปอาบน้ำประแป้งที่ศูนย์ฟอร์ด พร้อมกับหยอดน้ำมันให้กระจกลื่นปื๊ดๆ
    พอกลับไปรับรถบังเอิญเห็นเลขไมล์ขึ้นเป็น 111111 พอดีพอดิบ เลยมานั่งทบทวนว่าเจ้าเพื่อนคู่ใจทำหน้าที่ร่วมทางกันมานานเท่าไหร่แล้ว
    นับไปนับมาปาเข้าไป 1,421 วันรวมถึงวันนี้

    ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาเป็นระยะทางไกลไม่น้อย ถ้าย้อนกลับไปถึงวันแรกที่ได้เจอกัน
    แค่วันแรกก็เริ่มทำงานหนักแล้วด้วยระยะทางประมาณ 440 กว่ากิโลเมตร จากหาดใหญ่ถึงภูเก็ต
    หลังจากนั้นก็ได้ออกแรงทางไกลกันปีละครั้ง ตั้งแต่ทริปแรกที่พอปลดป้ายแดงปุ๊บ
    ก็ฉลองปั๊บกับเส้นทาง ภูเก็ต-ชะอำ-ลำปาง-ลำพูน-เชียงแสน-แม่สลอง-ไชยปราการ-ลำพูน-อยุธยา-ชุมพร-ภูเก็ต
    เป็นทริปที่เริ่มต้นด้วยความสุขแต่ต้องกลับมาพร้อมความเศร้า…..เฮ้อ Sad

    ปีถัดมาเปลี่ยนจากเส้นทางสายเหนือที่ไปมาสามปีติดๆกันลองไปสำรวจสายอีสานดูมั่ง
    เที่ยวนี้ใช้เส้นทาง ภูเก็ต-ประจวบฯ(หาดวนกร)-มวกเหล็ก-เขื่อนอุบลรัตน์-นครพนม-บึงกาฬ-
    หนองคาย-วังน้ำเขียว(โคราช)-ชลบุรี-ประจวบฯ(บ้านกรูด)-ภูเก็ต
    กลับจากทริปนี้มาเล่นเอาหน้าไหม้เกรียม ก็แดดเดือนมีนาฯบวกกับกระจกหน้ารถที่ไม่ได้ติดฟิล์ม
    บทเรียนนี้เลยแลกมาด้วยหน้าดำๆของข้าพเจ้าเอง ฮ่าๆๆๆ cry


    นับจากทริปสายอีสานมาประมาณเกือบสองปีกว่าจะได้ฤกษ์ออกเดินทางทริปล่าสุดเมื่อต้นเดือนธันวาฯที่ผ่านมา
    คราวนี้ใช้เส้นทาง ภูเก็ต-อัมพวา-เขื่อนสิริกิต์-ดอยภูคา-บ่อเกลือ-เมืองน่าน-แพร่-กรุงเทพฯ-ภูเก็ต 
    happyเที่ยวนี้ภูมิใจเป็นอย่างมากที่สามารถขับเข้ากรุงเทพฯได้โดยไม่หลงทางเลย อิอิ


    ทริปต่อไปยังไม่ได้วางแผนเพราะค่าน้ำมันที่พุ่งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ในตอนนี้ค่ะ
    คาดว่าอีกหน่อยคงต้องหันมาขี่เสือBicycleเหมือนพี่ซีดานแทนค่ะ ฮ่าๆๆๆ

  • Phuket Aquarium

    สวัสดีค่ะเพื่อนๆสมาชิกสยามอันดามัน และทุกท่านที่แวะเข้ามาเยี่ยมเยียน Greet

    ผ่านช่วงวันหยุดยาวประจำปีไปแล้ว หลายคนได้พักผ่อนกันเต็มที่
    บางคนก็เพิ่งกลับจากการเดินทางท่องเที่ยวมายังไม่ทันหายเหนื่อย

    วันสุดท้ายของวันหยุดยาวช่วงสงกรานต์ พาทั้งเด็กและผู้ใหญ่ไป "Phuket Aquarium" กันค่ะ
    ไม่ได้ไปที่นี่นานมากๆ ตั้งแต่เค้าปิดปรับปรุงไปสองปีก่อนเหตุการณ์ซีนามิ
    จนกระทั่งกลับมาเปิดให้เข้าชมได้ช่วงเดือนเมษาฯ 2548




    "Phuket Aquarium" เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์ชีววิทยาทางทะเลจังหวัดภูเก็ตค่ะ
    ตอนเด็กๆเราเรียกที่นี่ว่า "ศูนย์ชีวะ" จำได้ว่าตอนเด็กๆเคยมาที่นี่แค่ไม่กี่ครั้งเอง
    เพราะการเดินทางสมัยก่อนอาจจะไม่สะดวกสบายง่ายดายเหมือนสมัยนี้
    ทุกครั้งที่มาก็เลยรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เห็นปลาแปลกๆสวยๆในตู้เยอะแยะไปหมด

    ถึงแม้ว่าความรู้สึกในการเดินชมปลาในตู้กับการได้ดูในทะเลจริงๆจะต่างกัน
    แต่ที่นี่ก็ยังให้ความสนุกตื่นเต้นกับเด็กๆและผู้ใหญ่ที่อาจจะไม่เคยหรือไม่มีโอกาส
    ที่จะได้ไปดำน้ำดูชีวิตสัตว์ทะเลในทะเลจริงๆ แถมยังมีข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์ทะเลหลากหลายชนิด
    ที่เด็กๆให้ความสนใจ และสนุกกับการได้อ่านข้อมูลของเจ้าตัวต่างๆที่อยู่ในตู้ด้วยค่ะ


      


    ถ้าเพื่อนๆไปเที่ยวที่นี่ในวันเสาร์อาทิตย์ช่วงเวลาประมาณ 11 โมง ก็จะได้ชมการให้อาหารฉลามใน Tunnel Tank ด้วยค่ะ Smile




    ตรงทางออกของ Aquarium เพื่อนๆก็จะได้พบกับเจ้า Giant Groupers เจ้าถิ่น
    ที่อยู่ที่นี่มานานกว่า 20 ปีค่ะ ขนาดของแต่ละตัวนั้นไม่ต้องพูดถึงเลย
    ถ้าเจอกันในทะเลจริงๆแล้วละก็ อาจจะหัวใจวายได้ อิ อิ shock




    ถ้าเพื่อนๆมาเที่ยวภูเก็ตก็อยากจะขอเชิญชวนให้แวะไป "Phuket Aquarium" กันดูนะคะ
    นอกจากสถานแสดงพันธ์ุสัตว์น้ำแล้ว เค้ายังเปิดให้เข้าชมงานวิจัยและเส้นทางศึกษาธรรมชาติ
    ที่ให้ความรู้ทั้งเรื่องของพืชชายฝั่งและสัตว์ทะเลต่างๆ โดยเฉพาะเต่าทะเล
    และยังมีพิพิธภัณฑ์สัตว์และพืชทะเลหายากอีกด้วยค่ะ

    เพื่อนๆสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.phuketaquarium.org นะคะ

    พาเยี่ยมชมกันพอหอมปากหอมคอแค่นี้นะคะ ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาชมและทักทายค่ะ Bye

  • Khai Island, Phang-nga (เกาะไข่ อ่าวพังงา)

    สวัสดีค่ะ เพื่อนๆสยาม อันดามัน Greet

    ตั้งแต่เริ่มต้นฤดูการท่องเที่ยวช่วงปลายปีที่แล้ว ก็เพิ่งจะมีโอกาสได้ไปเที่ยวเกาะกะเค้าวันนี้หล่ะค่ะ
    น้องๆที่ทำงานเดียวกันเห็นรูปเกาะไข่ในเวบสยาม อันดามัน แล้วอดรนทนไม่ไหว
    หลังจากลุยงานด้วยกันมาทั้งปีวันนี้เลยหอบเอาความเครียดไปละลายน้ำทะเลกันค่ะ

    เกาะไข่ อยู่ในอ่าวพังงา มีอยู่ด้วยกันสองเกาะค่ะ คือเกาะไข่นอก และเกาะไข่ใน
    ทั้งสองเกาะเป็นเกาะเล็กๆมีหาดทรายขาวกับจุดดำน้ำตื้นรอบๆเกาะค่ะ

    เราเหมาสปีดโบทจากท่าเรืออ่าวฉลองไปที่เกาะไข่ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงค่ะ
    แต่วันนี้ช่วงเช้าคลื่นลมค่อนข้างแรงเลยใช้เวลาเกือบสี่สิบห้านาที
    กว่าจะไปถึงที่เกาะไข่ในก็ประมาณสิบโมงเช้าค่ะ เราไปถึงกันเป็นกลุ่มแรกเลย
    เสร็จภาระกิจอาหารเช้าแล้วก็ไม่รอช้า กระโดดลงน้ำกันก่อน ตีเท้าดูปลาเล็กปลาน้อยกันอยู่พักใหญ่ก่อนจัดการมื้อเที่ยง
    แล้วค่อยเคลื่อนพลกันไปเกาะไข่นอกต่อในช่วงเที่ยงๆ
    ช่วงบ่ายๆที่เกาะไข่นอกคนเยอะกว่าเกาะไข่ในค่ะ ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุผลกลใด
    แต่ที่แน่ๆที่เกาะไข่นอกมีปลาเสือที่ริมหาดเยอะมากค่ะ

    คราวที่แล้วเคยแวะดำน้ำตื้นใกล้ๆกับหินโสโครกที่อยู่ตรงกลางระหว่างเกาะไข่นอกกับเกาะไข่ใน วันนี้ก็เลยแวะลงแถวๆนั้นอีก แต่ไม่ใช่จุดเดิมซะทีเดียวเลยไม่ได้เจอกะปลาการ์ตูนเลยซักตัว
    น่าเสียดายค่ะ ถึงยังไงก็ยังพอมีภาพใต้น้ำ(ตื้นๆ)มาฝากให้ชมกันนิดหน่อย
    ใน forum "Khai Island, Phang-nga" ค่ะ
  • Koh Lanta Yai - Krabi (เกาะลันตาใหญ่ - กระบี่)

    สวัสดีปีใหม่อีกครั้งค่ะเพื่อนๆชาวสยาม อันดามัน
    ห่างหายไปจากหน้า Blog นานพอดู ได้ฤกษ์กลับมาคราวนี้
    ก็ได้เรื่องราวจากทริปสุดท้ายของปี 2550 มาเล่าสู่กันฟังค่ะ

    ก่อนสิ้นปีเก่าช่วงวันหยุดยาว ถือโอกาสหันหลังออกจากเกาะภูเก็ต
    มุ่งหน้าไปเกาะลันตาใหญ่ค่ะ เลือกไปที่นี่เพราะว่าการเดินทางค่อนข้างสะดวก
    เอารถลงเฟอร์รี่ไปได้เลย ท่าเรือเฟอร์รี่ก็อยู่ที่บ้านหัวหิน อำเภอเกาะลันตาค่ะ
    จากตัวเมืองกระบี่ก็ใช้เส้นทางที่จะไปตรัง ผ่านอำเภอคลองท่อมไปหน่อย
    ถึงสามแยกบ้านห้วยน้ำขาวแล้วเลี้ยวขวาเข้าไปอีกประมาณ 20 กว่ากิโลเมตรก็ถึงท่าเรือบ้านหัวหินค่ะ




    จากตรงนี้็ลงเฟอร์รี่ไปเกาะลันตาน้อยก่อน ขึ้นจากเฟอร์รี่ที่ท่าเรือบ้านคลองหมากแล้วขับต่อไปอีก
    ไม่ถึง 10 กิโลเมตรก็ลงเฟอร์รี่อีกต่อไปท่าเรือบ้านศาลาด่าน (โละดุหยง) บนเกาะลันตาใหญ่ค่ะ
    เฟอร์รี่ทั้งสองช่วงใช้เวลาไม่นานแค่ประมาณ 10-15 นาทีเอง
    แต่เวลาในการเข้าคิวลงเฟอร์รี่อาจจะนานกว่านั้นค่ะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ไป

    สำหรับเพื่อนๆที่ไม่ได้ขับรถมาสามารถเดินทางไปเกาะลันตาใหญ่ได้สะดวกมากค่ะ
    เพราะมีเรือรับส่งนักท่องเที่ยวจากท่าเรือคลองจิหลาดในตัวเมืองกระบี่
    ตรงไปถึงท่าเรือที่บ้านศาลาด่านบนเกาะลันตาใหญ่ได้เลย



    ไปถึงเกาะลันตาใหญ่แล้วต้องกางแผนที่ถามข้อมูลจากคนแถวนั้นอีกที
    ได้ความว่าที่แรกที่วางแผนจะไป ทางบางช่วงยังเป็นลูกรังเลยค่อนข้างลำบาก
    แต่ไหนๆก็มาถึงแล้วจะไม่แวะไปชมวิวที่แหลมโตนดก็กระไรอยู่ เป็นไงก็เป็นกัน ฮืม…
    กว่าจะรู้สึกตัวก็กลับใจและกลับรถไม่ทันซะแล้ว จำใจต้องลุยถนนลูกรังขึ้นเขาลงเขา
    จากหาดบากันเตียงไปจนถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ เรางี้ลุ้นจนเหงื่อตก
    แต่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติขี่มอเตอร์ไซค์ตะลุยกันไปสบายบรื๋ออออ….




    เดินชมวิวเก็บภาพที่แหลมโตนดอยู่ชั่วโมงกว่าๆก็กลับไปตั้งหลักแถวที่พักที่หาดคลองนินก่อน
    สะพายกระเป๋ากล้องกับขาตั้งเข้าไปนั่งตรงร้านอาหารริมหาด น้องพนักงานเสริฟรีบถามเลย
    “พี่ๆมาตกปลาเหรอครับ” ฮ่าๆๆๆ หน้าตาพี่มันให้ขนาดนั้นเลยเหรอคะน้อง
    บรรยากาศริมหาดตอนเย็นๆน่านั่งเล่นสบายๆค่ะ คนก็ไม่เยอะอย่างที่คิด ชมพระอาทิตย์ตกแล้วก็ต่อด้วยมื้อค่ำ
    เมนูเด็ดเป็นปลากระพงแดงสดๆเผา อิ่มอร่อยได้ในราคามิตรภาพสำหรับคนไทยค่ะ Good

    เช้าวันถัดมารองท้องด้วยขนมปังหน้ากุ้งกะกาแฟเย็น อิ่มแล้วก็ออกไปสำรวจฝั่งตะวันออกของเกาะดูบ้าง
    ที่หมายแรกเป็นบ้านสังกาอู้ทางตอนใต้ของเกาะค่ะ แวะไปด้อมๆมองๆแถวบ้านร็องแง็งเห็นเงียบๆไม่มีคน
    มีแต่คุณลุงที่ดูแลที่นี่อยู่คนเดียว คุณลุงบอกว่าปกติที่บ้านร็องแง็งและศูนย์ชาติพันธุ์อูรักลาโว้ย
    จะมีการแสดงให้นักท่องเที่ยวชม ปกติคนก็เยอะอยู่ แต่วันนี้ยังเช้าเลยดูเงียบๆ



    คุณลุงเล่าต่ออีกว่าเมื่อก่อนชาวน้ำ (ชาวเล) ไม่ได้อยู่บนฝั่งเหมือนตอนนี้ แต่ทางการเค้าเข้ามาช่วยสร้างบ้านให้อยู่
    เลยย้ายจากในน้ำขึ้นมาอยู่บนบก เห็นบ้านที่เค้าสร้างให้แล้วตอนแรกนึกในใจว่าแถวนี้มีรีสอร์ทด้วยแฮะ
    แต่ทำไมบังกาโลมันเยอะจัง ข้อสงสัยเลยได้คำตอบจากคุณลุงนี่แหละค่ะ
    จากบ้านสังกาอู้ย้อนกลับขึ้นมาทางเหนือ ไปแวะที่ชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนที่บ้านเรือนยังอนุรักษ์
    ให้เป็นแบบเก่าๆ (Lanta Old Town) ที่นี่มีอนุสาวรีย์ของกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ด้วยค่ะ



    เดินเข้าไปในชุมชน ถนนไม่กว้างแต่โล่งเลย นานๆจะมีรถซักคัน มีแต่มอเตอร์ไซค์บ้างประปราย
    บรรยากาศเรียบๆ ง่ายๆ ชอบค่ะ จริงๆตั้งใจจะมาพักแถวนี้แต่ที่พักเต็มเลยต้องไปพักริมหาดแทน
    เดินเล่นถ่ายรูปไปเรื่อยๆจนสุดถนนแล้วก็เดินกลับ อากาศร้อนน่าดูค่ะ
    ถ้าไม่ได้น้ำมะม่วงปั่นเย็นๆมาช่วยไว้ ป้าก็อาจจะลมจับได้ เหอๆๆ
    Embarrassed Embarrassed

    เมมโมรี่การ์ดใกล้จะเต็มแล้วก็เลยกระโดดขึ้นรถขับกลับไปลงเฟอร์รี่ที่บ้านศาลาด่าน ได้เวลากลับบ้านละ
    ระหว่างทางเหลือบไปเห็นเด็กๆกำลังเตะบอลกันหน้าโรงเรียน เท้าเหยียบเบรกแบบไม่ต้องคิดเลยค่ะ
    ได้โอกาสไปทักทายเจ้าถิ่นซะหน่อย เลียบๆเคียงๆกันไปซักพักก่อนขอถ่ายรูป
    โห…คราวนี้เกิดการชุลมุนกันขึ้นทันทีค่ะ ก็แย่งกันเข้ากล้องซะจัดคิวแทบไม่ทัน อิ อิ…
    cry

    มาเกาะลันตาคราวนี้ถ้าไม่ได้ภาพสุดท้ายที่โรงเรียนกลับมาคงจะรู้สึกขาดๆอะไรไป
    เดินยิ้มกลับไปขึ้นรถแล้วขับต่อไปท่าเรือเฟอร์รี่ด้วยอารมณ์เบิกบานแบบบอกไม่ถูก
    ก่อนลงเฟอร์รี่พี่ชายที่เก็บตั๋วตรงท่าเรือยังล้อว่ามาเที่ยวคนเดียวไม่เผื่อใครเลยน้า
    ไม่มีคำตอบค่ะมีแต่รอยยิ้มกับความรู้สึกขอบคุณในไมตรีจิตที่ผู้มาเยือนได้รับจากเจ้าของบ้าน
    บางครั้งการเดินทางไปในที่ๆเราไม่เคยไป ได้พูดคุยกับคนที่เราไม่เคยรู้จัก
    ก็ทำให้ได้อะไรๆกลับมามากกว่าความสนุกสนานค่ะ….

    เผลอแป๊บเดียวเล่าซะยาวเชียะ อิ อิ.... เพื่อนๆชมรูปเพิ่มเติมได้ที่ forum "Koh Lanta Yai" นะคะ ขอบคุณที่แวะมาชมค่ะ Smile
  • บ่านซ้าน - ภูเก็ต


    จำไม่ได้เหมือนกันค่ะว่ารู้จัก “บ่านซ้าน” มาตั้งแต่เมื่อไหร่
    ตั้งแต่จำความได้ก็ได้ยินคำนี้มาตลอด เพราะบังเอิญเป็นเด็กใน “หลาด”
    ที่บ้านอยู่ใกล้ๆกับ “บ่านซ้าน” ค่ะ  Big Smile






    น่าจะพอเดาได้แล้วใช่ไหม๊คะว่า “บ่านซ้าน” ก็คือ “ตลาดสด” น่ะเอง
    อ้าว… แล้วอยู่ดีๆมาพูดเรื่องตลาดสดกันทำไมหล่ะคะ  Embarrassed
    คือยังงี้ค่ะ เมื่อคืนวันก่อนบังเอิญแวะไปทานข้าวต้มมื้อค่ำที่นั่น
    ทั้งที่ตามปกติไม่ค่อยได้ไปแถวนั้นซักเท่าไหร่ เลยได้ทราบว่า
    ตอนนี้ทางเทศบาลกำลังจะรื้อ “บ่านซ้าน” ที่มีอายุ 50 ปี เพื่อสร้างใหม่
    ได้ยินแล้วก็อดใจหายไม่ได้ ว่าที่ที่เราคุ้นเคยตั้งแต่จำความได้
    กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ก็เข้าใจว่ามันถึงเวลาอันสมควรแล้วจริงๆ




    วันนี้เลยตื่นเช้าไปเก็บภาพ “บ่านซ้าน” ไว้เป็นที่ระลึกก่อนที่มันจะถูกทุบทิ้ง
    แล้วถูกแทนที่ด้วยอาคารใหม่สามชั้น ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในอีกสองปีข้างหน้า
    บรรยากาศเก่าๆก็คงจะเปลี่ยนไปเมื่อมีสิ่งใหม่ๆมาแทนที่ Crying
    วันนี้ก็เลยอยากให้เพื่อนๆได้เห็นบรรยากาศเดิมๆกันอีกซักครั้งค่ะ



    เดินเก็บภาพตลาดสดได้นิดหน่อยก็ไปนั่งพักดื่มกาแฟ Coffee ที่หน้าการบินไทยค่ะ
    เลยได้ภาพอั่งม้อหลาวของพระอร่ามสาครเขตร บนถนนระนอง
    ที่ได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดีโดยการบินไทยมาฝากใน กะทู้ "ตึกเก่าบนถนนระนอง"
    ด้วยค่ะ


    ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาชม "บ่านซ้าน" ภูเก็ต ค่ะ
  • Adang Island - Satun (เกาะอาดัง จ.สตูล)

    Storm ฝนยังคงตกพรำๆในช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 12 เมษาฯ
    ในขณะที่หนึ่งรถตู้กับหนึ่งรถกระบะกำลังเคลื่อนตัวออกจากจุดนัดรวมพล
    รถทั้งสองคันวิ่งฝ่าฝนจากภูเก็ตไปจนถึงเมืองตรังในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 13
    เช้าวันสงกรานต์ร้านอาหารเช้าทุกร้านคราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวที่แวะมาเยี่ยมเยือนเมืองตรัง
    บรรยากาศคึกคักแบบนี้ก็ช่วยเรียกน้ำย่อยยามเช้าได้ไม่น้อย
    แต่ต้องขออภัยจริงๆที่ไม่ได้เก็บภาพอาหารเช้าที่เมืองตรังมาฝาก
    เพราะเหตุว่าตั้งอกตั้งใจจะไปจัดการติ่มซำกับหมูย่างตรัง เลยไม่ได้พกกล้องไปให้เป็นอุปสรรค อิ..อิ… Rabbit

    ท้องตึงด้วยความอิ่ม และท้องคัดท้องแข็งด้วยเรื่อง “เฉียวไก่” ของ“น้องฟ้า” สมาชิกอายุน้อยที่สุดในทีม
    ระหว่างทางก่อนถึงร้านอาหารเช้า ท่านซีดานซึ่งควบรถกระบะนำหน้ารถตู้ที่พวกเรานั่ง
    เกิดไปเฉี่ยวเจ้าไก่ที่เดินออกมาจากข้างทางโดยไม่ตั้งใจ น้องฟ้าซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้ารถตู้เห็นเข้าพอดี
    เลยรีบรายงานด้วยภาษากลางสำเนียงภูเก็ตทันควันว่าอาซีดาน “เฉียวไก่” เข้าให้แล้ว
    แค่นั้นแหละ เรื่อง “เฉียวไก่” เลยกลายเป็นโจ๊กมื้อเช้าของพวกเราไป cry





    จากตรังเรามุ่งหน้าสู่ท่าเรือปากบารา อ.ละงู จ.สตูล
    กว่าจะถึงท่าเรือก็ตะวันสายโด่ง Cool เติมพลังด้วยไอศครีมกันคนละแท่งสองแท่ง
    ก่อนทยอยขนของลงเรือเพื่อเดินทางต่อไปยัง “เกาะอาดัง” ด้วยระยะทางจากฝั่งประมาณ 60 กิโลเมตร
    ระหว่างทางเรือแวะตามจุดที่สมาชิกหนุ่มๆเรียกร้องขอกระโดดน้ำลงไปเล่นกับปลา
    ส่วนสมาชิกสาวๆนั้นเมา(เรือ)หลับ Sleep Sleep Sleep





    กว่าจะมาถึง“หาดแหลมสน”บนเกาะอาดังก็ปาไปหกโมงเย็นเพราะหนุ่มๆเพลินกับการดำน้ำระหว่างทาง
    เราเริ่มกางเต๊นท์กันตอนที่แสงของวันกำลังจะหมด เร่งมือก้นเต็มที่ก่อนจะได้เวลาอาหารเย็น
    มื้อแรกบนเกาะอาดังอลังการงานสร้างด้วยฝีมือของพ่อครัวใหญ่ที่ใช้เวลาไม่นานพวกเราก็ได้เปิบ
    แกงส้มใส่ปลาสดๆกับไข่เจียวร้อนๆท่ามกลางความมืดและเสียงคลื่น… คลาสสิคอย่าบอกใคร… Good





    เช้าวันรุ่งขึ้นท้องฟ้าสีแดงเข้มกับเสียงนกกาเหว่าก็ปลุกให้เราตื่นตั้งแต่ตีห้ากว่าๆ
    พอดีฝั่งที่เราพักอยู่ด้านตะวันออกเลยได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นในทะเลอันดามันใต้กันไปเต็มๆ
    Coffee บรรยากาศแบบนี้ทำให้กาแฟร้อนธรรมดาๆมีรสชาติที่ไม่ธรรมดาไปในทันใด

    ช่วงสายหลังจากจัดการปลาเต้าเจี้ยวกับข้าวต้มร้อนๆกันเรียบร้อย
    หนุ่มๆก็ออกไปปฏิบัติการดำน้ำกันอีกวัน diver  ส่วนสาวๆก็ออกเดินสำรวจเกาะโดยการนำของ “น้องฟ้า”
    ที่พาเราเดินเลียบเลาะชายหาดตามหาน้ำตกโจรสลัด เดินไปจนสุดหาดแถมปีนโขดหินไปอีกซักพัก
    ก็ชักเอะใจว่าทางขึ้นน้ำตกไม่น่าจะอยู่ตรงโขดหินแบบนี้ “น้องฟ้า” เลยตอบด้วยท่าทีเขินๆ Embarrassed ว่า
    ที่หนูเคยมาเมื่อปีที่แล้วมันน่าจะเป็นทางนี้แต่ตอนนี้ชักไม่มั่นใจ 55555
    น้าๆป้าๆเลยตัดสินใจหันหลังกลับไปทางเดิมก่อนที่จะเจอทางขึ้นน้ำตกก่อนถึงโขดหินที่ปลายหาด




    อาหารมื้อเย็นผ่านไปด้วยความอิ่มหมีพีมันเหมือนอย่างเคย
    มีข้าวเกรียบกุ้งกองโตเป็นของขบเคี้ยวระหว่างประชุมใหญ่ก่อนนอน
    คืนที่สองอากาศดีกว่าคืนแรกและโชคดีที่เมฆฝนมืดครึ้มตอนกลางวันก็ไม่ตกลงมา
    เช้าวันที่ต้องเดินทางกลับได้เก็บภาพพระอาทิตย์ขึ้นอีกหน่อยแล้วก็รีบเตรียมตัวเก็บข้าวของ
    มื้อเช้าง่ายๆแต่ได้รสชาติเป็นแซนวิชไข่ดาวปาดซอสมะเชือเทศตามด้วยมาม่าปีกไก่พะโล้ที่ลืมไม่ลง Good



    ขากลับสมาชิกหนุ่มๆก็แวะดำน้ำรายทางไปจนถึงเกาะตะรุเตาก่อนที่เรือจะเร่งเครื่องมุ่งตรงกลับท่าเรือปากบารา
    แวะอาบน้ำอาบท่ากันก่อนขึ้นรถตรงที่ทำการอุทยานที่ห้องน้ำห้องท่าสะดวกสบายได้คลายร้อนกันก่อนขึ้นรถ
    รถทั้งสองคันวิ่งฝ่าฝนที่ตกหนักกว่าตอนขามา Lightning ตั้งแต่ช่วงก่อนถึงสะพานสารสินจนกระทั่งถึงตัวเมืองภูเก็ต
    แยกย้ายถ่ายเทข้าวของกันเป็นที่เรียบร้อยกว่าจะกลับถึงบ้านก็ตอนเกือบเที่ยงคืนของวันที่ 14 เมษาฯ พอดี


    Greet ขอขอบคุณ
    พี่ Zedan ที่ชวนไปร่วมทริปและบริการรับส่งถึงประตูบ้าน
    พี่ LTO-1 และ พี่อ้อม ที่จัดแจงทุกๆเรื่องพร้อมทั้งดูแลสารทุกข์สุกดิบตลอดการเดินทาง
    ครูไป้ ที่ถ่ายทอดวิชากางเต๊นท์และเก็บเต๊นท์ให้ ศิษย์ขอคารวะ (อิ…อิ…)
    โก้เอก ที่ช่วยรักษาระบบนิเวศน์หน้าหาดด้วยการบังคับให้เด็กๆไปช่วยกันเก็บขยะ
    โก้เจี้ยง สำหรับเกลือเคยเจ้าอร่อยกับปัญหาภาษาอังกฤษของลูกชายคนโปรดที่ทายกันไปค่อนคืน
    สุดท้ายขอขอบคุณโก้เดชที่ควบสองตำแหน่งคือเป็นทั้งผู้ควบคุมพาหนะที่พาเราเดินทางจากภูเก็ตถึงสตูลทั้งไปและกลับโดยสวัสดิภาพ แถมยังเป็นพ่อครัวใหญ่ที่ทำให้พวกเรามีเมนูเหลากินกันบนเกาะ

    happy happy

    ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ค่ะ ตั้งแต่เขียนมา Blog นี้คงจะยาวที่สุด
    คงต้องคอยดูว่าทริปหน้าจะทำลายสถิติทริปนี้หรือไม่ โปรดติดตามค่ะ…

  • Raya Island (เกาะรายา - วันฟ้าใสใส)

    Bicycle หลังจากทริปเกาะยาวที่สภาพอากาศไม่ค่อยเป็็นใจซักเท่าไหร่ เราเริ่มทริปใหม่ในช่วงต้นเดือนกุมภาฯโดยมีเกาะรายาเป็นที่หมายในครั้งนี้ค่ะ
    เช้าวันอาทิตย์ท้องฟ้าปลอดโปร่ง พวกเราแบกสัมภาระขึ้นบ่ากันคนละสองสามชิ้น จอดรถทิ้งไว้แล้วเดินไปท่าเรืออ่าวฉลองตามแผนของโอเจผู้จัดการทริป
    ด้วยความกลัวตกเรือพวกเรามารายงานตัวกันเป็นกลุ่มแรก
    นัดแนะเวลาลงเรือกันเรียบร้อยแล้วค่อยเดินย้อนกลับมาร้านกาแฟที่หมายตาไว้ Coffee
    จิบกาแฟหมดถ้วยก็ได้เวลาลงเรือพอดี คราวนี้เพื่อนร่วมทางชาวต่างชาติมานั่งรอลงเรือกันเต็มไปหมดค่ะ
    มีทั้งที่ไปกลับในวันเดียวและไปค้างคืนบนเกาะเหมือนพวกเรา

    การเดินทางจากท่าเรืออ่าวฉลองด้วยเรือเร็ว (speed boat) Cool
    ใช้เวลาโต้คลื่นประมาณครึ่งชั่วโมงเราก็มาถึงเกาะรายาตอนเกือบจะเมาเรือได้ที่พอดีค่ะ
    แถมตอนขึ้นจากเรือยังต้องใช้วิชาตัวเบา (อันนี้ทำยากมาก) Stick out tongue เพราะท่าเรือเป็นทุ่นลอยน้ำที่เดินแล้วยวบไปมา ถ้ารักษาสมดุลของร่างกายไม่ดีอาจจะต้องลงไปนอนยิ้มอยู่ในน้ำค่ะ
    พอเท้าสัมผัสพื้นทรายบนชายหาดต่างคนต่างคว้ากล้องมาบรรเลงเพลงชัตเตอร์กันก่อน นาทีนั้นหายเมาเรือเป็นปลิดทิ้งค่ะ happy
            
    Paradise ที่พักของเราบนเกาะเป็นบังกาโลหลังเล็กๆบนเนินเขา วิวจากที่พักสวยเอาการเลยค่ะ
    ถ้ามาในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวแบบนี้ขอแนะนำให้จองมาล่วงหน้านะคะ ไม่งั้นอาจจะต้องแบกสัมภาระกลับเพราะห้องเต็ม
    พอมาถึงเกาะแล้วคนที่อยากดำน้ำก็มีเรือพาออกไปจุดดำน้ำที่อยู่ใกล้ๆ
    ใช้เวลาไม่นานแค่ชั่วโมงกว่าๆ diver ก่อนจะกลับมาทานมื้อเที่ยงกันค่ะ
                 
    หนังท้องตึงกันไปแล้วก็ต้องรีบออกไปเดินเก็บภาพที่หน้าหาดกันอีกครั้งก่อนที่หนังตาจะหย่อน
    ที่นี่แดดแรงมากๆค่ะ แว่นกันแดดเป็นสิ่งที่ไม่ควรขาดเลย Cool  ไม่งั้นต้องเดินหลับตาบ้าง(พยายาม)ลืมตาบ้างเวลาที่เดินบนชายหาด เพราะทรายสีขาวสะท้อนแสงเข้าตาชนิดที่สู้ไม่ไหวทีเดียวเชียว
    Snail เดินท้าแดดก้นจนได้ที่แล้วต้องขอออมแรงไว้ไปเก็บภาพพระอาทิตย์ตกกันต่อตอนเย็นๆค่ะ



    Time ใกล้เวลาพระอาทิตย์ตกพวกเราก็หูตาสว่างกันอีกครั้ง
    คราวนี้ต้องตะเกียกตะกายปีนป่ายโขดหินกันเล็กน้อยด้วยความที่อยากเก็บภาพอาทิตย์อัสดง
    ถึงมุมที่ได้จะไม่ค่อยแจ่มซักเท่าไหร่แต่ก็พอไปวัดไปวาได้หล่ะค่ะ (ปลอบใจตัวเองเล็กน้อย อิ อิ…)
    พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปเรียบร้อยพวกเราก็เสร็จสิ้นภารกิจของวันนี้ค่ะ
              

    เช้าวันจัันทร์ความหิวเริ่มมาเยือนตั้งแต่ร้านอาหารยังไม่ทันเปิด Embarrassed
    ก็เล่นตื่นกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเลยโดนน้องที่รีสอร์ทแซวว่าตื่นก่อนพนักงานซะอีก
    จัดการกับอา
    หารเช้าเรียบร้อยค่อยมีเรี่ยวแรงออกเดินกันอีกครั้ง ช่วงเวลาที่เหลืออีกสามสี่ชั่วโมงก่อนลงเรือกลับ เราจะไปเก็บภาพที่อ่าวสยามซื่งอยู่อีกด้านนึงของเกาะกัน
    Welcome ใช้เวลาเดินแค่ประมาณไม่เกินสิบห้านาทีค่ะ ด้านอ่าวสยามคนค่อนข้างน้อย บรรยากาศเงียบสงบกว่าฝั่งที่เราพัก
    เพราะฝั่งนี้ไม่มีท่าเรือ มีแต่ร้านอาหารกับเตียงผ้าใบ ลมก็พัดเย็นสบายค่ะ
              
    ที่นี่เรายังค้นพบไก่ทอดที่เด็ดมากๆจนโอเจถึงกับต้องสั่งมาเบิิ้ลกันเลยทีเดียว Good
    ไม่ต้องสงสัยเลยค่ะว่าทำไมเราใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงที่ร้านอาหาร กว่าจะเยื้องย่างกันออกจากร้านก็ใกล้เวลาลงเรือเพื่อเดินทางกลับ
    เรือลำเดิมพาพวกเรากลับมาถึงท่าเรืออ่าวฉลองด้วยเวลาที่รู้สึกว่าเร็วกว่าขามา
    แบกสัมภาระออกเดินจากท่าเรือกันอีกครั้ง ระหว่างทางรองเท้าสองคู่ของเพื่อนร่วมทริปเรา ถูกโยนทิ้งด้วยสภาพที่ไม่อาจจะบรรยาย shock ถ้าไม่ซื้อคู่ใหม่คงเดินกลับไปไม่ถึงรถค่ะ...
    แล้วพบกันใหม่นะคะ... Greet

    ชมภาพสวยๆของเกาะรายาฝีมือ webmaster ได้ที่ forum "Raya Island #1" ค่ะ
  • Phuket Old Town #2 -- ย่านเก่าเมืองภูเก็ต ตอนสอง

    หลังจากพาเพื่อนๆไปเที่ยวชมย่านเมืองเก่าบนถนนถลางเรื่อยไปจนถึงถนนกระบี่ในคราวที่แล้ว
    ตอนนี้จะพาเพื่อนๆไปเดินเล่นบนถนนอีกสายที่อยู่ใกล้ๆกันนะคะ เราตั้งต้นที่สามแยกถนนกระบี่
    ตัดกับถนนสตูลซึ่งตรงหัวมุมถนนจะมองเห็น
    อั่งม้อหลาวของพระพิทักษ์ชินประชา ที่เคย
    พูดถึงในตอนแรก เพื่อให้แน่ใจว่าเพื่อนๆจะไม่หลงทางก็เลยดึงภาพมาให้ชมกันอีกครั้งนึงค่ะ

    จากสามแยกนี้เดินเลี้ยวขวาจากถนนกระบี่เข้าถนนสตูลค่ะ แค่อึดใจเดียวก็จะเจอสามแยกอีกสามแยกนึง
    อยู่ทางด้านขวามือ ตรงนี้เป็น
    ถนนดีบุก ค่ะ สังเกตไม่ยากอีกเหมือนกัน เพราะตรงหัวมุมถนนดีบุกก็มี
    อั้งม่อหลาวอีกหลังนึง หลังนี้เป็นของ
    หลวงอำนาจนรารักษ์ หรือ ตันค๊วด ตัณฑเวทย์ พอเห็น
    อั่งม้อหลาวหลังนี้แล้วก็เดินตรงเข้าไปถนนดีบุกได้เลยค่ะ Welcome

    ตึกแถวเก่าบนถนนดีบุกยังได้รับการดูแลเป็นอย่างดีค่ะ มีทั้งที่เป็นบ้านพักอาศัยจริงๆ หรือดัดแปลงเป็น
    ร้านต่างๆ ด้วยรูปแบบที่คลาสสิคของตัวอาคารทำให้ร้านต่างๆดูน่าสนใจ มีตัวอย่างมาให้ชมพอเป็นน้ำจิ้ม
    นิดหน่อยค่ะ

     

    • ร้านนี้เป็นร้านขายของแต่งบ้านสไตล์ตะวันออกค่ะ มีของเก๋ๆน่าสนใจเยอะพอสมควร
      อาจเป็นเพราะวันนี้เป็นวันอาทิตย์ก็เลยปิดค่ะ Embarrassed

    • ถัดจากร้าน Oriental Origin มาหน่อยนึงตึกแถวหลายหลังเป็นบ้านพักอาศัย สีสันของประตูฉูดฉาด
      สะดุดตา ส่วนพื้นที่เห็นทราบว่าเป็นกระเบื้องหินสีที่สั่งทำจากปีนังค่ะ

     

    • บริษัทออกแบบตกแต่งดูเหมาะเจาะสำหรับตึกคลาสสิคๆแบบนี้ค่ะ Good

    และแน่นอนค่ะ ร้านอาหารก็มี happy

     

                

    นอกจากร้านต่างๆที่เห็นแล้วบนถนนดีบุกยังมีร้านขายขนมพื้นเมืองภูเก็ตอยู่อีกสองร้านค่ะ เห็นแล้วนึกถึง
    ร้านกาแฟตอนเด็กๆที่ต้องมีขนมพวกนี้
    ต่าวซ้อ” “หม่อหล้าว” “ผ้างเปี้ย” “ก้องถึง
    และอื่นๆอีกมากมาย...
    หากใครไม่ทราบว่าขนมแต่ละอย่างที่พูดถึงเป็นยังไง ขอแนะนำให้ลองไปถามท่านซีดานดูค่ะ
    Big Smile

     

    ผ่านร้านขนมไปก็จะเจอสี่แยกที่ตัดกับถนนเยาวราช ไว้วันหลังจะพาเพื่อนๆเดินเลี้ยวไปชม แต่วันนี้ขอตรงไป
    อีกหน่อยค่ะ จากสี่แยกตรงขึ้นมาก็จะเห็นวัดพุทธมงคลนิมิตรทางด้านซ้าย ส่วนฝั่งตรงข้ามเป็น
    ซอยรมณีย์
    ซอยเล็กๆที่มีตึกแถวเก่าเรียงราย สิบกว่าปีที่แล้วตึกแถวในซอยทรุดโทรมดูต่างจากตอนนี้มากค่ะ

     

    เดินมายังไม่ถึงสองกิโลก็เริ่มร้อนแล้ว แหะ แหะ ก็เล่นเดินตอนเที่ยงๆ แดดร้อนเปรี้ยงขนาดนี้คงต้องหลบไป
    หาอะไรเย็นๆดื่มก่อนจะหน้ามืดหล่ะค่ะ ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาชม แล้วพบกันใหม่ตอนหน้านะคะ Bicycle

  • Phuket Vegetarian Festival - Aam Bangneow (ประเพณีกินผัก - อ๊ามบางเหนียว)

    สำหรับประเพณีกินผักในจังหวัดภูเก็ตนั้น ถ้าเอ่ยถึงอ๊ามกะทู้ อ๊ามจุ้ยตุ่ยแล้ว จะไม่เอ่ยถึง อ๊ามบางเหนียว ก็คงจะขาดอะไรไป อ๊ามบางเหนียวเป็นอ๊ามที่เก่าแก่อีกแห่งนึงซึ่งได้มีการจัดงานเฉลิมฉลองครบ 100 ปีไปพร้อมกับประเพณีกินผักเมื่อปี 2547 ที่ผ่านมา

    วันที่เราแวะไปดูบรรยากาศการเตรียมงานของอ๊ามบางเหนียวก็ตรงกับวันนัดทำความสะอาดอ๊ามพอดี ที่อ๊ามเลยดูคึกคักกว่าวันปกติ มีการนำเอา เกี้ยว หรือ เก้ว ซึ่งใช้หามรูปพระบูชาต่างๆในพิธี อิ้วเก้ง หรือพิธีแห่พระไปรอบเมืองออกมาเช็ดทำความสะอาดเพื่อเตรียมพร้อมค่ะ

              

    อ๊ามบางเหนียว ตั้งอยู่บนถนนภูเก็ต สุดถนนสายนี้ก็เป็นบริเวณสะพานหินซึ่งมีความสำคัญกับงานประเพณีกินผัก เนื่องจากผู้เฒ่าผู้แก่ได้เล่าสืบทอดกันมาว่า เพื่อให้พิธีกินผักที่ปฏิบัติกันอยู่ในภูเก็ตนั้นมีความสมบูรณ์แบบ ชายชาวจีนคนหนึ่งได้อาสาไปอัญเชิญควันธูปศักดิ์สิทธิ์ (เฮี้ยวโห้ย) ซึ่งก็คือธูปที่ติดไฟและปักอยู่ในกระถางธูป (เฮี้ยวหล่อ) มาจากมณฑลกังไส (กวางสี) ประเทศจีน และมาถึงจังหวัดภูเก็ตโดยเรือใบซึ่งเข้าเทียบหัวท่าบางเหนียว (ท่าเรือบางเหนียว) หรือบริเวณสะพานหินในปัจจุบัน การนำควันธูปศักดิ์สิทธิ์มานั้นต้องใช้วิธีต่อธูปตลอดการเดินทางจากมณฑลกังไสมาจนถึงหัวท่าบางเหนียวโดยธูปจะไม่ดับเลย เป็นความพยายามที่น่านับถือจริงๆค่ะ ด้วยเหตุนี้สะพานหินจึงเป็นสถานที่สำคัญที่อ๊ามทุกแห่งจะต้องจัดขบวนพระไปคารวะ หรือประกอบพิธีกรรมต่างๆ

    ที่บริเวณปลายแหลมสะพานหินเองก็มีอ๊ามที่เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อปี 2541 คือ อ๊ามกิ้วเที้ยนเก้ง ที่ถึงแม้จะเป็นอ๊ามที่เพิ่งสร้างขึ้นไม่นาน แต่ก็มีความสวยงามและบรรยากาศดีมากเพราะหันหน้าออกสู่ทะเลสะพานหินค่ะ

               

    ได้พาเพื่อนๆชมบรรยากาศของอ๊ามสำคัญๆในภูเก็ตไปบ้างแล้ว ก็ขอถือโอกาสนี้เชิญชวนให้เพื่อนๆมาร่วมประเพณีอันยิ่งใหญ่และมีคุณค่าของจังหวัดภูเก็ตในปีนี้กันค่ะ ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชมนะคะ Greet

    (ขอขอบคุณ "มูลนิธิเทพราศี" (อ๊ามบางเหนียว) ที่กรุณาเอื้อเฟื้อหนังสือ 100 ปี อ๊ามบางเหนียว และข้อมูลเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาและพิธีกรรมของประเพณีกินผักค่ะ)

  • Phuket Vegetarian Festival - Aam Jui Tui (ประเพณีกินผัก - อ๊ามจุ้ยตุ่ย)

    บรรยากาศของประเพณีกินผักในภูเก็ตตอนนี้เริ่มคึกคักขึ้นเรื่อยๆค่ะ ตามถนนหนทางมีการประดับด้วยธงสีเหลืองไปทั่วทั้งเมือง

    อาหารเจเริ่มหาทานได้ง่ายขึ้นในบริเวณที่อยู่ใกล้อ๊าม (ศาลเจ้า) ต่างๆค่ะ  ถ้าพูดถึงอาหารเจแล้วละก็ อ๊ามจุ้ยตุ่ยซึ่งอยู่ใกล้กับตลาดสดในตัวเมืองเป็นอีกที่นึงที่มีร้านอาหารเจเรียงรายกันตั้งแต่หน้าอ๊ามไปจนถึงตลาดสดเลยค่ะ อยากทานอะไรรับรองว่าหาทานได้ที่นี่ค่ะ

          

                                               

    อ๊ามจุ้ยตุ่ยเป็นอ๊ามที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน และมีชื่อเต็มๆว่า จุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง ที่ตั้งในปัจจุบันของอ๊ามจุ้ยตุ่ยนี้เดิมเป็นสวนปลูกพลู มีคลองขนาดใหญ่อยู่ทางด้านตะวันออกที่ปัจจุบันกลายเป็นถนนไปแล้วค่ะ ในสมัยก่อนคลองนี้มีเรือใบสามหลักแล่นเข้ามาเทียบท่าเป็นจำนวนมาก ชาวเรือเหล่านี้ก็จะขึ้นมาสักการะกราบไหว้ขอพรจากเจ้าแม่กวนอิมหรือปุดจ้อ ที่อ๊ามปุดจ้อซึ่งตั้งอยู่ที่นี่มาก่อนที่จะมีการตั้งอ๊ามจุ้ยตุ่ยขึ้นติดกัน

                                                                                    

                      

    อ๊ามจุ้ยตุ่ยนั้นแต่เดิมตั้งอยู่ที่ถนนดีบุกตรงบริเวณที่เป็นปั๊มเชลล์ในปัจจุบัน แต่เกิดไฟไหม้ขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 19 ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านจึงช่วยกันอัญเชิญ เฮียวโห้ย (ไฟศักดิ์สิทธิ์) ไปฝากไว้ที่อ๊ามปุดจ้อชั่วคราว พอถึงพิธีกินผักก็ได้อัญเชิญมาประทับในอ๊ามที่สร้างขึ้นใหม่เป็นหลังคาจากด้านข้างของอ๊ามปุดจ้อ ที่เจ้าของสวนพลูถวายที่ให้เพราะเห็นว่ามีชาวบ้านมาร่วมพิธีกินผักที่นี่เป็นจำนวนมาก

                      

                                         

    ส่วนชื่อของอ๊ามนั้น จุ้ย แปลว่า น้ำ ส่วน ตุ่ย แปลว่า ครกตำข้าว ชื่อนี้มีที่มาจากที่แต่เดิมหน้าอ๊ามเป็นคลองกว้างและมีน้ำมาก ชาวบ้านจึงสร้างกังหันน้ำไว้เพื่อใช้ในการตำข้าว และพากันเรียกอ๊ามนี้ว่า อ๊ามจุ้ยตุ่ย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาค่ะ

     

    ได้ทราบความเป็นมาของอ๊ามจุ้ยตุ่ยกันไปพอสมควรแล้ว เพื่อนๆที่วางแผนมาจะเที่ยวชมพิธีต่างๆของอ๊ามนี้ในช่วงกินผัก สามารถติดตามกำหนดการของอ๊ามในปีนี้ได้จาก Forum ในห้องภูเก็ตค่ะ ขอบคุณทุกท่านที่แวะเข้ามาชมนะคะ พบกันอีกครั้งกับบรรยากาศสดๆในช่วงกินผักค่ะ

     

    “Aam Jui Tui”, a Chinese Temple named Jui Tui, is located near Fresh Market (Morning Market) in Phuket Town.  “Aam Jui Tui” was built in the 19th century and became well known by being one of the centres for vegetarian festival in Phuket.  The temple and its area is always crowded during Vegetarian Festival because there are a lot of vegetarian food shops along the road side (Ranong Road) which turn the road to walkway during the night time.  “Aam Jui Tui” is one of the interesting places that you shouldn’t miss during Phuket Vegetarian Festival.

  • Phuket Vegetarian Festival - Beginning (ประเพณีกินผัก ตอนจุดเริ่มต้น)

    เมื่อไหร่ที่สองฝั่งถนนในภูเก็ตเริ่มมีการประดับประดาด้วยธงสีเหลือง ผู้คนที่นี่ก็จะทราบว่าอีกไม่ถึงหนึ่งเดือนประเพณียิ่งใหญ่ประจำปีก็กำลังจะเริ่มขึ้น ใช่แล้วค่ะ นั่นคือประเพณีกินผักที่สืบทอดกันมาช้านาน...

                                   

    ประเพณีกินผัก หรือที่เรียกเป็นภาษาจีนว่า "เจียะฉ่าย" จัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่บ้านกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งครั้งหนึ่งได้เกิดโรคระบาดขึ้นในชุมชนชาวจีนที่อพยพมาเป็นกรรมกรในเหมือง หลังจากนั้นคณะงิ้วจากเมืองจีนที่มาเปิดการแสดงอยู่ที่นี่ก็ได้จัดให้มีพิธีกินผัก และสร้างศาลเจ้า หรือที่คนภูเก็ตเรียกว่า "อ๊าม" ขึ้น เพื่อสะเดาะเคราะห์ จนกระทั่งโรคร้ายหายไป ชาวกะทู้จึงเกิดเลื่อมใสในพิธีนี้และถือปฏิบัติสืบต่อกันมา

                   

    หลังจากที่เกิดพิธีกินผักขึ้นได้ไม่นาน ชาวบ้านได้ส่งตัวแทนไปนำเอาขี้ธูปและรายละเอียดการจัดพิธีที่ถูกต้องจากประเทศจีนมาปฏิบัติ อ๊ามกะทู้จึงเป็นต้นตำรับของประเพณีกินผักในจังหวัดภูเก็ต เมื่อปร