สวัสดีปีใหม่อีกครั้งค่ะเพื่อนๆชาวสยาม อันดามัน
ห่างหายไปจากหน้า Blog นานพอดู ได้ฤกษ์กลับมาคราวนี้
ก็ได้เรื่องราวจากทริปสุดท้ายของปี 2550 มาเล่าสู่กันฟังค่ะ
ก่อนสิ้นปีเก่าช่วงวันหยุดยาว ถือโอกาสหันหลังออกจากเกาะภูเก็ต
มุ่งหน้าไปเกาะลันตาใหญ่ค่ะ เลือกไปที่นี่เพราะว่าการเดินทางค่อนข้างสะดวก
เอารถลงเฟอร์รี่ไปได้เลย ท่าเรือเฟอร์รี่ก็อยู่ที่บ้านหัวหิน อำเภอเกาะลันตาค่ะ
จากตัวเมืองกระบี่ก็ใช้เส้นทางที่จะไปตรัง ผ่านอำเภอคลองท่อมไปหน่อย
ถึงสามแยกบ้านห้วยน้ำขาวแล้วเลี้ยวขวาเข้าไปอีกประมาณ 20 กว่ากิโลเมตรก็ถึงท่าเรือบ้านหัวหินค่ะ

จากตรงนี้็ลงเฟอร์รี่ไปเกาะลันตาน้อยก่อน ขึ้นจากเฟอร์รี่ที่ท่าเรือบ้านคลองหมากแล้วขับต่อไปอีก
ไม่ถึง 10 กิโลเมตรก็ลงเฟอร์รี่อีกต่อไปท่าเรือบ้านศาลาด่าน (โละดุหยง) บนเกาะลันตาใหญ่ค่ะ
เฟอร์รี่ทั้งสองช่วงใช้เวลาไม่นานแค่ประมาณ 10-15 นาทีเอง
แต่เวลาในการเข้าคิวลงเฟอร์รี่อาจจะนานกว่านั้นค่ะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ไป
สำหรับเพื่อนๆที่ไม่ได้ขับรถมาสามารถเดินทางไปเกาะลันตาใหญ่ได้สะดวกมากค่ะ
เพราะมีเรือรับส่งนักท่องเที่ยวจากท่าเรือคลองจิหลาดในตัวเมืองกระบี่
ตรงไปถึงท่าเรือที่บ้านศาลาด่านบนเกาะลันตาใหญ่ได้เลย

ไปถึงเกาะลันตาใหญ่แล้วต้องกางแผนที่ถามข้อมูลจากคนแถวนั้นอีกที
ได้ความว่าที่แรกที่วางแผนจะไป ทางบางช่วงยังเป็นลูกรังเลยค่อนข้างลำบาก
แต่ไหนๆก็มาถึงแล้วจะไม่แวะไปชมวิวที่แหลมโตนดก็กระไรอยู่ เป็นไงก็เป็นกัน ฮืม…
กว่าจะรู้สึกตัวก็กลับใจและกลับรถไม่ทันซะแล้ว จำใจต้องลุยถนนลูกรังขึ้นเขาลงเขา
จากหาดบากันเตียงไปจนถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ เรางี้ลุ้นจนเหงื่อตก
แต่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติขี่มอเตอร์ไซค์ตะลุยกันไปสบายบรื๋ออออ….

เดินชมวิวเก็บภาพที่แหลมโตนดอยู่ชั่วโมงกว่าๆก็กลับไปตั้งหลักแถวที่พักที่หาดคลองนินก่อน
สะพายกระเป๋ากล้องกับขาตั้งเข้าไปนั่งตรงร้านอาหารริมหาด น้องพนักงานเสริฟรีบถามเลย
“พี่ๆมาตกปลาเหรอครับ” ฮ่าๆๆๆ หน้าตาพี่มันให้ขนาดนั้นเลยเหรอคะน้อง
บรรยากาศริมหาดตอนเย็นๆน่านั่งเล่นสบายๆค่ะ คนก็ไม่เยอะอย่างที่คิด ชมพระอาทิตย์ตกแล้วก็ต่อด้วยมื้อค่ำ
เมนูเด็ดเป็นปลากระพงแดงสดๆเผา อิ่มอร่อยได้ในราคามิตรภาพสำหรับคนไทยค่ะ

เช้าวันถัดมารองท้องด้วยขนมปังหน้ากุ้งกะกาแฟเย็น อิ่มแล้วก็ออกไปสำรวจฝั่งตะวันออกของเกาะดูบ้าง
ที่หมายแรกเป็นบ้านสังกาอู้ทางตอนใต้ของเกาะค่ะ แวะไปด้อมๆมองๆแถวบ้านร็องแง็งเห็นเงียบๆไม่มีคน
มีแต่คุณลุงที่ดูแลที่นี่อยู่คนเดียว คุณลุงบอกว่าปกติที่บ้านร็องแง็งและศูนย์ชาติพันธุ์อูรักลาโว้ย
จะมีการแสดงให้นักท่องเที่ยวชม ปกติคนก็เยอะอยู่ แต่วันนี้ยังเช้าเลยดูเงียบๆ
คุณลุงเล่าต่ออีกว่าเมื่อก่อนชาวน้ำ (ชาวเล) ไม่ได้อยู่บนฝั่งเหมือนตอนนี้ แต่ทางการเค้าเข้ามาช่วยสร้างบ้านให้อยู่
เลยย้ายจากในน้ำขึ้นมาอยู่บนบก เห็นบ้านที่เค้าสร้างให้แล้วตอนแรกนึกในใจว่าแถวนี้มีรีสอร์ทด้วยแฮะ
แต่ทำไมบังกาโลมันเยอะจัง ข้อสงสัยเลยได้คำตอบจากคุณลุงนี่แหละค่ะ
จากบ้านสังกาอู้ย้อนกลับขึ้นมาทางเหนือ ไปแวะที่ชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนที่บ้านเรือนยังอนุรักษ์
ให้เป็นแบบเก่าๆ (Lanta Old Town) ที่นี่มีอนุสาวรีย์ของกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ด้วยค่ะ

เดินเข้าไปในชุมชน ถนนไม่กว้างแต่โล่งเลย นานๆจะมีรถซักคัน มีแต่มอเตอร์ไซค์บ้างประปราย
บรรยากาศเรียบๆ ง่ายๆ ชอบค่ะ จริงๆตั้งใจจะมาพักแถวนี้แต่ที่พักเต็มเลยต้องไปพักริมหาดแทน
เดินเล่นถ่ายรูปไปเรื่อยๆจนสุดถนนแล้วก็เดินกลับ อากาศร้อนน่าดูค่ะ
ถ้าไม่ได้น้ำมะม่วงปั่นเย็นๆมาช่วยไว้ ป้าก็อาจจะลมจับได้ เหอๆๆ

เมมโมรี่การ์ดใกล้จะเต็มแล้วก็เลยกระโดดขึ้นรถขับกลับไปลงเฟอร์รี่ที่บ้านศาลาด่าน ได้เวลากลับบ้านละ
ระหว่างทางเหลือบไปเห็นเด็กๆกำลังเตะบอลกันหน้าโรงเรียน เท้าเหยียบเบรกแบบไม่ต้องคิดเลยค่ะ
ได้โอกาสไปทักทายเจ้าถิ่นซะหน่อย เลียบๆเคียงๆกันไปซักพักก่อนขอถ่ายรูป
โห…คราวนี้เกิดการชุลมุนกันขึ้นทันทีค่ะ ก็แย่งกันเข้ากล้องซะจัดคิวแทบไม่ทัน อิ อิ…

มาเกาะลันตาคราวนี้ถ้าไม่ได้ภาพสุดท้ายที่โรงเรียนกลับมาคงจะรู้สึกขาดๆอะไรไป
เดินยิ้มกลับไปขึ้นรถแล้วขับต่อไปท่าเรือเฟอร์รี่ด้วยอารมณ์เบิกบานแบบบอกไม่ถูก
ก่อนลงเฟอร์รี่พี่ชายที่เก็บตั๋วตรงท่าเรือยังล้อว่ามาเที่ยวคนเดียวไม่เผื่อใครเลยน้า
ไม่มีคำตอบค่ะมีแต่รอยยิ้มกับความรู้สึกขอบคุณในไมตรีจิตที่ผู้มาเยือนได้รับจากเจ้าของบ้าน
บางครั้งการเดินทางไปในที่ๆเราไม่เคยไป ได้พูดคุยกับคนที่เราไม่เคยรู้จัก
ก็ทำให้ได้อะไรๆกลับมามากกว่าความสนุกสนานค่ะ….
เผลอแป๊บเดียวเล่าซะยาวเชียะ อิ อิ.... เพื่อนๆชมรูปเพิ่มเติมได้ที่ forum
"Koh Lanta Yai" นะคะ ขอบคุณที่แวะมาชมค่ะ