
ฝนยังคงตกพรำๆในช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 12 เมษาฯ
ในขณะที่หนึ่งรถตู้กับหนึ่งรถกระบะกำลังเคลื่อนตัวออกจากจุดนัดรวมพล
รถทั้งสองคันวิ่งฝ่าฝนจากภูเก็ตไปจนถึงเมืองตรังในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 13
เช้าวันสงกรานต์ร้านอาหารเช้าทุกร้านคราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวที่แวะมาเยี่ยมเยือนเมืองตรัง
บรรยากาศคึกคักแบบนี้ก็ช่วยเรียกน้ำย่อยยามเช้าได้ไม่น้อย
แต่ต้องขออภัยจริงๆที่ไม่ได้เก็บภาพอาหารเช้าที่เมืองตรังมาฝาก
เพราะเหตุว่าตั้งอกตั้งใจจะไปจัดการติ่มซำกับหมูย่างตรัง เลยไม่ได้พกกล้องไปให้เป็นอุปสรรค อิ..อิ…

ท้องตึงด้วยความอิ่ม และท้องคัดท้องแข็งด้วยเรื่อง “เฉียวไก่” ของ“น้องฟ้า” สมาชิกอายุน้อยที่สุดในทีม
ระหว่างทางก่อนถึงร้านอาหารเช้า ท่านซีดานซึ่งควบรถกระบะนำหน้ารถตู้ที่พวกเรานั่ง
เกิดไปเฉี่ยวเจ้าไก่ที่เดินออกมาจากข้างทางโดยไม่ตั้งใจ น้องฟ้าซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้ารถตู้เห็นเข้าพอดี
เลยรีบรายงานด้วยภาษากลางสำเนียงภูเก็ตทันควันว่าอาซีดาน “เฉียวไก่” เข้าให้แล้ว
แค่นั้นแหละ เรื่อง “เฉียวไก่” เลยกลายเป็นโจ๊กมื้อเช้าของพวกเราไป



จากตรังเรามุ่งหน้าสู่ท่าเรือปากบารา อ.ละงู จ.สตูล
กว่าจะถึงท่าเรือก็ตะวันสายโด่ง

เติมพลังด้วยไอศครีมกันคนละแท่งสองแท่ง
ก่อนทยอยขนของลงเรือเพื่อเดินทางต่อไปยัง “เกาะอาดัง” ด้วยระยะทางจากฝั่งประมาณ 60 กิโลเมตร
ระหว่างทางเรือแวะตามจุดที่สมาชิกหนุ่มๆเรียกร้องขอกระโดดน้ำลงไปเล่นกับปลา
ส่วนสมาชิกสาวๆนั้นเมา(เรือ)หลับ



กว่าจะมาถึง“หาดแหลมสน”บนเกาะอาดังก็ปาไปหกโมงเย็นเพราะหนุ่มๆเพลินกับการดำน้ำระหว่างทาง
เราเริ่มกางเต๊นท์กันตอนที่แสงของวันกำลังจะหมด เร่งมือก้นเต็มที่ก่อนจะได้เวลาอาหารเย็น
มื้อแรกบนเกาะอาดังอลังการงานสร้างด้วยฝีมือของพ่อครัวใหญ่ที่ใช้เวลาไม่นานพวกเราก็ได้เปิบ
แกงส้มใส่ปลาสดๆกับไข่เจียวร้อนๆท่ามกลางความมืดและเสียงคลื่น… คลาสสิคอย่าบอกใคร…



เช้าวันรุ่งขึ้นท้องฟ้าสีแดงเข้มกับเสียงนกกาเหว่าก็ปลุกให้เราตื่นตั้งแต่ตีห้ากว่าๆ
พอดีฝั่งที่เราพักอยู่ด้านตะวันออกเลยได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นในทะเลอันดามันใต้กันไปเต็มๆ

บรรยากาศแบบนี้ทำให้กาแฟร้อนธรรมดาๆมีรสชาติที่ไม่ธรรมดาไปในทันใด
ช่วงสายหลังจากจัดการปลาเต้าเจี้ยวกับข้าวต้มร้อนๆกันเรียบร้อย
หนุ่มๆก็ออกไปปฏิบัติการดำน้ำกันอีกวัน

ส่วนสาวๆก็ออกเดินสำรวจเกาะโดยการนำของ “น้องฟ้า”
ที่พาเราเดินเลียบเลาะชายหาดตามหาน้ำตกโจรสลัด เดินไปจนสุดหาดแถมปีนโขดหินไปอีกซักพัก
ก็ชักเอะใจว่าทางขึ้นน้ำตกไม่น่าจะอยู่ตรงโขดหินแบบนี้ “น้องฟ้า” เลยตอบด้วยท่าทีเขินๆ

ว่า
ที่หนูเคยมาเมื่อปีที่แล้วมันน่าจะเป็นทางนี้แต่ตอนนี้ชักไม่มั่นใจ 55555
น้าๆป้าๆเลยตัดสินใจหันหลังกลับไปทางเดิมก่อนที่จะเจอทางขึ้นน้ำตกก่อนถึงโขดหินที่ปลายหาด


อาหารมื้อเย็นผ่านไปด้วยความอิ่มหมีพีมันเหมือนอย่างเคย
มีข้าวเกรียบกุ้งกองโตเป็นของขบเคี้ยวระหว่างประชุมใหญ่ก่อนนอน
คืนที่สองอากาศดีกว่าคืนแรกและโชคดีที่เมฆฝนมืดครึ้มตอนกลางวันก็ไม่ตกลงมา
เช้าวันที่ต้องเดินทางกลับได้เก็บภาพพระอาทิตย์ขึ้นอีกหน่อยแล้วก็รีบเตรียมตัวเก็บข้าวของ
มื้อเช้าง่ายๆแต่ได้รสชาติเป็นแซนวิชไข่ดาวปาดซอสมะเชือเทศตามด้วยมาม่าปีกไก่พะโล้ที่ลืมไม่ลง


ขากลับสมาชิกหนุ่มๆก็แวะดำน้ำรายทางไปจนถึงเกาะตะรุเตาก่อนที่เรือจะเร่งเครื่องมุ่งตรงกลับท่าเรือปากบารา
แวะอาบน้ำอาบท่ากันก่อนขึ้นรถตรงที่ทำการอุทยานที่ห้องน้ำห้องท่าสะดวกสบายได้คลายร้อนกันก่อนขึ้นรถ
รถทั้งสองคันวิ่งฝ่าฝนที่ตกหนักกว่าตอนขามา

ตั้งแต่ช่วงก่อนถึงสะพานสารสินจนกระทั่งถึงตัวเมืองภูเก็ต
แยกย้ายถ่ายเทข้าวของกันเป็นที่เรียบร้อยกว่าจะกลับถึงบ้านก็ตอนเกือบเที่ยงคืนของวันที่ 14 เมษาฯ พอดี

ขอขอบคุณ
พี่ Zedan ที่ชวนไปร่วมทริปและบริการรับส่งถึงประตูบ้าน
พี่ LTO-1 และ พี่อ้อม ที่จัดแจงทุกๆเรื่องพร้อมทั้งดูแลสารทุกข์สุกดิบตลอดการเดินทาง
ครูไป้ ที่ถ่ายทอดวิชากางเต๊นท์และเก็บเต๊นท์ให้ ศิษย์ขอคารวะ (อิ…อิ…)
โก้เอก ที่ช่วยรักษาระบบนิเวศน์หน้าหาดด้วยการบังคับให้เด็กๆไปช่วยกันเก็บขยะ
โก้เจี้ยง สำหรับเกลือเคยเจ้าอร่อยกับปัญหาภาษาอังกฤษของลูกชายคนโปรดที่ทายกันไปค่อนคืน
สุดท้ายขอขอบคุณโก้เดชที่ควบสองตำแหน่งคือเป็นทั้งผู้ควบคุมพาหนะที่พาเราเดินทางจากภูเก็ตถึงสตูลทั้งไปและกลับโดยสวัสดิภาพ แถมยังเป็นพ่อครัวใหญ่ที่ทำให้พวกเรามีเมนูเหลากินกันบนเกาะ

ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ค่ะ ตั้งแต่เขียนมา Blog นี้คงจะยาวที่สุด
คงต้องคอยดูว่าทริปหน้าจะทำลายสถิติทริปนี้หรือไม่ โปรดติดตามค่ะ…